ปรากฏการณ์ “ลากถ่วง” ป่าแหว่ง มือที่มองไม่เห็นVS พลังประชาชน

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ – ทางลงจากดอยของ “ปัญหาหมู่บ้านป่าแหว่ง” โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักตุลาการ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังอึมครึมวกวนคดเคี้ยว ด้วยว่าผู้นำของประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังเลือกที่จะแทงกั๊ก ขณะที่กระแสเรียกร้องต้องรื้อสถานเดียวยิ่งมายิ่งร้อนแรง กระทั่งโฆษกศาลยุติธรรมต้องออกมาดับชนวน ย้ำชัดศาลไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน ไม่มีการฟ้องกลับอะไรทั้งนั้น แต่ก็ยังไม่อาจลดกระแสค้านลงได้

ที่สำคัญคือ คนเชียงใหม่ต่างเข้าร่วมขบวนสร้างกระแสสังคมติดป้าย “ไม่ต้อนรับคนทำลายป่าดอยสุเทพ” กันทั่วบ้านทั่วเมือง ย้ำจุดยืนเรียกร้องให้มีการรื้อบ้านพักข้าราชการตุลาการเชิงดอยสุเทพกันอย่างคึกคัก โดยเพจเฟซบุ๊ก “ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” ร้อนแรงเหลือหลายด้วยถ้อยคำ “อยู่ได้ก็อยู่ไป!! ให้มันรู้กันไประหว่าง “คนเชียงใหม่กับคนหมู่บ้านป่าแหว่ง” ใครมันจะแน่กว่ากัน ถ้าคุณคิดว่าสามารถทนกระแสสังคมคนเชียงใหม่ไปได้ก็เชิญอยู่ตามสบายเลย #เราคนเชียงใหม่ไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับคนบ้านป่าแหว่ง #ขอคนละหนึ่งภาพคัดค้านบ้านป่าแหว่งจัดมา #เชียงใหม่โมเดล #เพจขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ”

พร้อมภาพถ่ายหน้าร้านขายของหลายแห่งที่มีการติดป้าย ซึ่งมีใจความโดยสรุปว่าไม่ขายสินค้าหรือบริการให้คนทำลายป่า รวมทั้งมีการติดริบบิ้นเขียวและสติกเกอร์ “ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” เพื่อเป็นการแสดงออกเรียกร้องให้รื้อถอนโครงการบ้านพักดังกล่าว โดยมีเจ้าของร้านหลายแห่งที่ร่วมแสดงออกด้วยวิธีการดังกล่าว เช่น ร้านสิงหราชคาร์แคร์ ในตัวเมืองเชียงใหม่ ติดป้ายที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆ ด้วยกล่องกระดาษและเขียนข้อความว่า “ร้านนี้ไม่ต้อนรับคนทำลายป่าดอยสุเทพ” พร้อมทั้งมีการติดป้ายไวนีล “ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” ไว้ที่บริเวณหน้าร้าน ทั้งยังแจกสติกเกอร์และริบบิ้นสีเขียวสัญลักษณ์ของการรณรงค์เรียกร้องขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพให้แก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปที่มีจุดยืนเช่นเดียวกันด้วย

ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้ว ข้อเรียกร้องขอให้รื้อโครงการหมู่บ้านป่าแหว่งของชาวเชียงใหม่ หาใช่จะต้องรื้อออกไปทั้งหมดทั้งโครงการ แต่ที่ขอให้รื้อก็คือในส่วนที่ยื่นรุกล้ำเข้าไปในป่าอันอุดมสมบูรณ์จนมีภาพว่อนโลกโซเชียลเป็นที่มาของการตั้งชื่อ “หมู่บ้านป่าแหว่ง” เท่านั้น ซึ่งตามที่ “สำนักข่าวเห็ดลม” สื่อท้องถิ่น จ.เชียงใหม่ รายงานนั่นแหละว่าที่ประชุมคณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคประชาสังคม เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2561 ซึ่งเป็นการหารือเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อหาข้อสรุปการแก้ไขปัญหาบ้านพักตุลาการฯ ดังกล่าว โดยผลการประชุมมีการแถลงแยกความเห็นเป็น 2 ส่วน ดังนี้

ความเห็นส่วนภาคประชาชน 1. มีความเห็นให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเหนือแนวประสีแดงขึ้นไป (ตามแผนที่ที่แนบตามแนวเขตป่าดั้งเดิม) ประกอบด้วย อาคารชุด จำนวน 9 หลัง และอาคารบ้านพักอาศัย จำนวน 45 หลัง ให้มีคณะทำงานพิจารณารื้อถอน วิธีการและการปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย ตลอดจนข้อบังคับต่างๆ

ส่วนความเห็นร่วมของที่ประชุม สรุปว่า 1.พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อระบบนิเวศวิทยาสิ่งแวดล้อมดอยสุเทพ มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเดิมโดยเฉพาะการเปิดหน้าดินเพื่อการปลูกสร้าง มีความจำเป็นต้องฟื้นฟูสภาพพื้นที่เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมโดยรวมมากยิ่งขึ้น เป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ เห็นควรนำพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 มาบังคับใช้ 2.ให้รัฐบาลจัดสรรพื้นที่แห่งใหม่และงบประมาณเพื่อก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างในราชการสำนักงานศาลยุติธรรมทดแทน

3.ในพื้นที่ส่วนที่สำนักงานศาลยุติธรรมไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว ตามข้อ 1.ให้ส่งคืนพื้นที่ให้กรมธนารักษ์เพื่อพิจารณาอนุญาตให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้เพื่อประกาศเป็นเขตอุทยาน หรือพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป 4.ให้มีการประกาศเป็นทางการต่อสาธารณะ ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อเป็นสัญญาประชาคมว่า จะไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ราชพัสดุที่เป็นป่ารอยต่อ ตามแนวป้องกันระหว่างพื้นราบกับเขตอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย โดยจะประกาศเขตอุทยานแห่งชาติคลุมลงมาให้เป็นป่าผืนเดียวกันในที่สุด

ข้อสรุปจากที่ประชุมดังกล่าวถูกส่งมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้นายกรัฐมนตรี ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจโดยชาวเชียงใหม่ต่างคาดหวังว่าก่อนวันจัดกิจกรรมใหญ่ในวันที่ 29 เม.ย. น่าจะมีความชัดเจนมาจากท่านผู้นำ แต่ความคาดหวังนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นจริงเพราะพล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามเรื่องนี้ในทำนองให้ร้องเพลงรอไปก่อน

เข้าทำนองใช้กลยุทธ์หรือกลวิธี “ลากถ่วง” ปัญหาแบบขอไปที โดยไม่ยอมตัดสินใจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งๆ ที่ศาลก็เปิดช่องให้สามารถทำได้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2561 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า บ้านพักตุลาการมีหลายปัญหา รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะตั้งคณะกรรมการร่วมประกอบด้วยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาพิจารณาประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไข ต้องรวบรวมข้อเสนอและความคิดเห็น ฟังข้อโต้แย้งจากผู้เรียกร้องต่างๆ ในหลายประเด็นซึ่งมีการพูดคุยมาบ้างแล้ว ดังนั้นอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ กฎหมายมีตรงไหนที่มีความสำคัญบ้าง

ที่สำคัญ นายกรัฐมนตรียังปรามไม่อยากให้ไปฟังผู้ที่เกี่ยวข้องพูดกันไปมามากนัก ต้องใช้หลักการของกฎหมาย การชะลอการใช้อาคารทำได้หรือไม่ได้ ต้องไปดูว่ากฎหมายทำได้หรือไม่ การก่อสร้างมาแล้วจะทำอย่างไร ในเรื่องของสัญญา และอีกส่วนคือทำมาแล้วจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ในเมื่อมีแรงต่อต้านขนาดนี้ก็ต้องไปหาหนทางออกให้ได้ แต่สิ่งที่อยากให้ทุกคนกลับมาดูตรงนี้คือ ในเมื่อมันเป็นปัญหาเรื่องนั้นก็ให้กลไกและกฎหมายว่าไป แต่ในส่วนของการฟื้นฟูสภาพป่าจะต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการฟื้นฟู ปลูกต้นไม้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และระหว่างนั้นก็เป็นการแก้ปัญหา จะทำอย่างไรกับอาคารที่สร้างมาแล้ว ทุบหรือไม่ทุบ จะให้ใครใช้ประโยชน์อย่างไร เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง

“อย่าเอาอะไรมาตีกันทั้งหมด เพราะจะแก้ไม่ได้สักอัน มันก็ติดไปหมด ต้องปลูกป่าขึ้นมาให้ได้ก่อน ในส่วนของที่ทำงานต้องใช้ประโยชน์ตรงไหนก็ว่าไป ที่ไม่มีผลกระทบตรงนี้ก็ว่ากันไป ไม่ใช่ว่าอะไรก็พังกันไปทั้งหมดก็ลำบาก งบประมาณแผ่นดินมันใช้มาแล้ว แต่หลายคนก็บอกว่าก็ไม่อยากให้บรรดาพรรคการเมือง หรือนักการเมืองเอาอันนี้มาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาแนวร่วม เห็นด้วยไม่เห็นด้วย แต่ถ้าตัวเองเป็นรัฐบาลจะทำหรือเปล่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะมีกฎหมายอยู่ตรงนี้ ยืนยันทุกฝ่ายพยายามจะแก้ปัญหาให้ได้ และทางศาลเองด้วย”
พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า จะแก้ไขปัญหาบ้านพักตุลาการให้ได้ เพราะเป็นหนึ่งในหลายร้อยปัญหาที่จะต้องเข้าไปแก้ไข ส่วนคนที่ไม่อยู่ในระบบแล้วพูดอะไรออกมา ก็อย่าถือเป็นประเด็นมากนักเลย เพราะเขาก็มีสิทธิ์จะพูด แต่ประเด็นการตัดสินใจ การดำเนินการ ก็เป็นเรื่องของรัฐบาล

กล่าวโดยสรุปก็คือ รัฐบาลจะยึดหลักกฎหมายมาก่อน เป็นจุดยืนเดียวกับทางฝ่ายศาลที่ยืนกรานมาตลอดว่าโครงการนี้ทุกอย่างถูกต้องกฎหมาย เป็นเส้นขนานกันกับภาคประชาชนชาวเชียงใหม่และสังคมออนไลน์ที่มองดูโครงการยังไงก็ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง และขอให้รื้อสถานเดียวไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ข้อเรียกร้องขอให้รื้อนั้นก็อิงข้อกฎหมาย โดยภาคประชาสังคมขอให้ใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 มาตรา 48 เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอํานาจประกาศกําหนดให้โครงการหรือกิจการ หรือการดําเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดําเนินการ เป็นโครงการหรือกิจการหรือการดําเนินการที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ซึ่งผู้ดําเนินการหรือผู้ขออนุญาตต้องจัดทํารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

“การใช้กลไกนี้จะทำให้มีอำนาจสั่งการ ช่วยให้ศาลสบายใจและนายกรัฐมนตรีก็มีทางออก เป็นการเปิดโอกาสให้คนทำงานเข้าไปฟื้นฟูป่าป้องกันปัญหาที่จะลุกลาม แล้วผนวกพื้นที่เข้าไปอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ถือเป็นทางออกสุดท้ายให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจ ตอนนี้ศาลได้มอบให้คณะรัฐมนตรี ใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการตัดสินใจเรื่องดังกล่าว เมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ก็จะนำไปสู่การระงับการเข้าใช้พื้นที่ ฟื้นฟู และรัฐบาลดำเนินการจัดสรรงบประมาณและพื้นที่สร้างบ้านพักให้ศาลใหม่ เมื่อศาลไม่ได้ใช้พื้นที่แล้วเพราะไม่เหมาะสม ก็น่าจะตั้งคณะทำงานเข้ารังวัดพื้นที่คืนให้ราชพัสดุ” นายบัณรส บัวคลี่ หนึ่งในแกนนำกล่าว กล่าว

ท่ามกลางความร้อนระอุของกระแสต่อต้าน ทางฟากฝั่งตุลาการซึ่งรับมือกับกระแสโจมตีอย่างสุขุมมาโดยตลอดหลังจากโยนเผือกร้อนให้กับรัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจแก้ไขปัญหา แต่ทว่าเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2561 วันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เนื่องในวันศาลยุติธรรม ก็มีรายการงานเข้าแบบเติมเชื้อโดยไม่ตั้งใจ ทั้งที่จริงก็เป็นความพยายามหาทางออกร่วมกันอย่างสันติจากฝ่ายตุลาการ

อ้างอิงการรายงานของสำนักข่าวเห็ดลม ในวันนั้น นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา (อดีตประธานสาลอุทธรณ์ภาค 5) และนายสวัสดิ์ สุขวัฒนานันท์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งนำข้าราชการตุลาการ และผู้ร่วมกิจกรรมจากหน่วยงานราชการร่วมกันปลูกต้นไม้บริเวณที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณด้านข้างศาลทางทิศใต้ และบริเวณบ้านพักข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ด้านหลังศาล ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ดอนแก้ว ถนนเลียบคลองชลประทาน อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่มีการเรียกร้องขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพอยู่ในขณะนี้ โดยนายสวัสดิ์ กล่าวว่า ไม่อยากโต้แย้งกับกระแสสังคม แต่ในมุมของเราถือว่าเราทำถูกต้องแล้วในแง่ของกฎหมายและเป็นทรัพย์สินที่ทำลายยาก

“… เรานิ่งเพราะเราถูกฝึกมาอย่างนี้ให้พูดน้อยอดทน อย่าเป็นคู่พิพาท ฝึกมาอย่างนี้ ….” ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 กล่าว

แต่คำให้สัมภาษณ์ที่มีการนำมาขยายผลโดยเครือข่ายคัดค้านโครงการฯ นั้น มาจากการให้สัมภาษณ์แบบยาวๆ ของนายชำนาญ โดยเริ่มต้นด้วยการยืนยันว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร สำนักงานศาลยุติธรรมก็ไม่ขัดข้อง “…. ประเด็นกฎหมายที่เครือข่ายอ้างถึงท่านต้องไปดูให้รอบคอบว่าใช้ได้จริงหรือเปล่า เพราะทรัพย์สินของแผ่นดินใครจะไปรื้อถอนทำลายมีความผิดนะ ไม่สามารถทำได้ ท่านต้องออกเป็นพระราชบัญญัติซึ่งต้องเสี่ยงภัยต่อการรับผิดชอบไม่ง่ายเลย การใช้เงินของแผ่นดินมีระเบียบวินัย ใครจะไปคิดทุบรื้อทำลายไม่ได้ ….

“…. และอีกประเด็นก็คือ อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็จะมีการฟ้องกันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หากผู้พิพากษาไม่มีที่อยู่อาจจะต้องเดินทางไปฟ้องร้องกันที่กรุงเทพฯ ทั้งภาคเลยนะ ขณะที่คดีเลือกตั้งต้องใช้ความรวดเร็ว อยากให้พิจารณาว่าเป็นไปได้หรือไม่อย่าเพิ่งรื้อ ให้ศาลอยู่ก่อนและให้ปรับระบบสภาพสิ่งแวดล้อมแล้วอีก 10 ปีมาดูกันว่าสามารถฟื้นฟูให้เป็นสภาพป่าได้หรือไม่ เป็นทางออกที่น่าจะดีกว่ารื้อถอน บริเวณที่ดินที่ก่อสร้างมีแค่ 89 ไร่ เท่านั้น ถือว่าเล็กน้อยมาก และบริเวณบ้านพักก็เหลืออยู่แค่ 40 กว่าไร่น้อยมาก ขอเวลาแค่ 10 ปี แล้วเรามาว่ากันว่าบริเวณนี้ยังเป็นทะเลทรายค่อยมาดูกันอีกที

“ยืนยันว่าจะไม่ฟ้องร้อง ท่านที่พูดจาพูดเท็จหรือในเชิงหมิ่นประมาท …. ศาลอยากแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีไม่ไปใช้กฎหมายกับประชาชน อยู่ร่วมกันได้ บรรดาเครือข่ายทั้งหลายอย่าโกรธแค้นอะไรเลย มาพูดกันดีๆ และเรายินดีพูดคุยกับบรรดาแกนนำทั้งหมด ไม่ใช่เวทีสาธารณะนะ ศาลนะถ้าท่านไม่เชื่อศาลแล้วท่านจะไปเชื่อใคร ผมเป็นประธานศูนย์ไกล่เกลี่ยนะ ถ้าต้องไปไกล่เกลี่ยในค่ายทหารก็ต้องยุบตำแหน่งผมละ ไปพบผมที่กรุงเทพฯ ก็ได้ คุยกันต่อหน้าสื่อมวลชนก็ได้ผมยินดีไม่เกี่ยงเลย

“เมื่อสำนักงานศาลยุติธรรมได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ราชพัสดุ ขอประมาณมาถูกต้อง มีการควบคุมมี สตง.ตรวจสอบแล้วจะให้ไปใช้เงินงบประมาณแผ่นดินนอกลู่นอกทาง ยิ่งมีเครือข่ายตรวจสอบการก่อสร้างยิ่งต้องระมัดระวัง สอบถามวิศวกรควบคุมงานเรื่องระบบน้ำเสียพื้นที่ก่อสร้างว่าดีมาก ไม่มีการถมลำห้วยแม้แต่ลำเดียว ไม่มีไฟป่า น้ำป่า เพราะน้ำภูเขาจะตกและไหลลงห้วยนวมินทร์ 40 เมตร หากล้นจากอ่างนวมินทร์ก็จะไหลเข้าสู่บ้านพักซึ่งมีการทำสะพานข้ามกว้าง 20 เมตร และไหลไปลงห้วยตึงเฒ่า ไม่จริงไม่กระทบระบบนิเวศ สามารถให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับต้นน้ำลำธารตรวจสอบได้”

นายชำนาญ กล่าวว่า ศาลไม่เคยนัดกับใครไปเจรจาในค่ายทหาร ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่เคยนัดไปคุยในค่ายทหาร สิ่งสำคัญคือหน้าที่ของเราคือตัดสินอย่างยุติธรรมเที่ยงธรรม ศรัทธาของประชาชนน่าจะอยู่ที่ตรงนี้ เรื่องบ้านพักเรื่องเล็กน้อยมากอย่าเอามาเป็นเหตุให้เสื่อมศรัทธาศาลยุติธรรมเลย เพราะผู้พิพากษาไม่ได้เกี่ยวข้องเลย หากเสื่อมศรัทธาต่อผู้พิพากษาอันตราย ในฐานะผู้พิพากษาหน้าที่คือทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรม ประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศ อย่าเอาบ้านพักแค่เนื้อที่ 89 ไร่ มาโจมตีว่าทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อศาลมันคนละเรื่องกัน ….

“หากว่าศาลเว้นที่ไว้ 58 ไร่ และจะปลูกต้นไม้ ปลูกป่าไม่ว่าจะเป็นคำมอกหลวง พะยูง หรือต้นไม้ในพื้นที่ จะเป็นสัญลักษณ์ว่าต่อไปจะไม่มีใครบุกรุกขึ้นไปอย่างที่ห่วงกังวลไปจนจรดอุทยานฯ ไม่ใช่แค่นั้นนะด้านซ้ายด้วย จะมีพื้นที่ราชพัสดุที่ไม่ใช่เขตอุทยานฯ ตลอดแนว จะไม่มีใครบุกรุกขึ้นไปอีก เพราะมีผู้พิพากษาดูแลอยู่ ไม่มีแนวบรรทัดฐานให้ใครบุกรุกได้อีก ผมดีใจนะที่ท่านทั้งหลายหวงแหน เป็นการกระตุ้นให้ทุกคนรักป่า แต่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไปแล้วทำอย่างไรให้ดีและกลับสู่สภาพเดิมให้ดีที่สุด ดีกว่าไปทำลายทรัพย์สิน ดีกว่ายื่นคำขาดอย่างนี้ อยู่ด้วยกันอย่างสันติ ไมได้ใหญ่โตหรูหราอะไรเลย ลองเทียบกับบ้านหัวหน้าศาลจังหวัดหรือศาลแขวงเท่านั้น” นายชำนาญ กล่าว

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ออกมาย้ำอีกครั้งว่า เเนวของทางศาลยุติธรรมคือเราจะไม่เป็นคู่ความกับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาเเม้ศาลจะถูกกล่าวหาหรือถูกต่อว่าด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพ ศาลก็ไม่เข้าไปเป็นคู่ความพิพาทกับประชาชน ทางสำนักงานศาลฯเอง ก็ยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีเเนวนโยบายในเรื่องการฟ้องร้อง หากเป็นการเเสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจภายใต้กรอบของกฎหมาย ที่ผ่านมาที่ทางสำนักงานศาลไม่ได้ออกมาโต้ตอบในเรื่องดังกล่าวเพราะไม่อยากให้สังคมเข้าใจว่าเราเป็นคู่พิพาทกับประชาชน การวิพากษ์วิจารณ์ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดๆ นั้น ควรทำอย่างให้เกียรติซึ่งกันเเละกัน ทุกคนอยู่ในสังคมเป็นคนไทยด้วยกัน

ส่วนที่ก่อนหน้านี้ มีผู้พิพากษาออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการให้อยู่ก่อน 10 ปีเเล้วจะมีการปลูกป่าทดเเทนสภาพเดิม หรือกรณีที่มีผู้พิพากษาออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์เรื่องบ้านพักศาลนั้น โฆษกศาลยุติธรรม ระบุว่า ก็เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล

ถึงวันนี้ ปัญหา “หมู่บ้านป่าแหว่ง” ยังหาทางลงสวยๆ ยังไม่ได้ แต่มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2561 ได้อนุมัติคำสั่งย้ายนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้มาดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยมีการแต่งตั้งให้นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ แทน

เป็นการย้ายที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งยันนอนยันว่าไม่ได้ย้ายเซ่นปัญหาหมู่บ้านป่าแหว่ง เป็นการปรับเปลี่ยนให้ “ลงฝา-ลงตัว” ที่ดันมาผ่าเอาตอนที่เรื่องนี้กำลังร้อนแรงพอดิบพอดี

แน่นอน คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ระหว่าง “มือที่มองไม่เห็น” ที่พยายามลากถ่วงปัญหาป่าแหว่งออกไปกับ “พลังของประชาชน” ใครจะประสบความสำเร็จในขั้นสุดท้าย

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์

Similar Posts
เผชิญกับห้ากรณีของการหลีกเลี่ยงภาษี
การแสดงผาดโผนทางกฎหมายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจะไปหานักข่าวเงียบได้เพียงใดรวมถึงความดื้อรั้นที่บังคับให้ฉันต้องใช้เวลาทั้งคืนในคุก คดีหมิ่นประมาทไซเบอร์ของ Ressa เกิดจากการร้องเรียนของนักธุรกิจ Wilfredo Keng ซึ่งเป็นหัวข้อของบทความของ Rappler ในหัวข้อ“ CJ โดยใช้ SUV ของนักธุรกิจที่ถกเถียงกัน ตีพิมพ์ในปี 2555CJ...
แร็ปเปอร์จากสหราชอาณาจักร
แอตแลนตาแร็ป 21 ซาเวจถูกจับโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาที่กล่าวว่าเขามาจากสหราชอาณาจักร แร็ปเปอร์มาที่สหรัฐอเมริกาในเดือนกรกฎาคม 2548 อายุ 12 ปีและไม่ยอมออกเดินทางเมื่อวีซ่าหมดอายุในอีกหนึ่งปีต่อมาเจ้าหน้าที่กล่าว...
การมีส่วนร่วมกับสื่อสำคัญและผู้มีอิทธิพล
สัญลักษณ์ของแหล่งกำเนิดและคุณภาพสำหรับอาหารทะเลนอร์เวย์ฟาร์มหรือป่าจับหรือเลี้ยงในน่านน้ำที่เย็นและใสของนอร์เวย์ ในปีนี้ Steenslid กล่าวว่า NSC จะยังคงส่งเสริมอาหารทะเลนอร์เวย์ให้กับผู้บริโภคชาวไทยที่ใส่ใจคุณภาพผ่านกิจกรรมต่าง ๆ...